บันทึกไปปฏิบัติธรรม ครั้งที่. …

ณ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

บันทึกส่วนตัว :  ตอน พระคุณเจ้าสอน…..นางมารปฏิบัติธรรม
ระหว่างวันที่ ๒๖ มกราคม  ถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ : รวม ๘ วัน
ที่พัก  อาคารหน้าเมรุ

วันแรก ออกเดินทางไปวันอัมพวัน

 วันนี้ไม่ได้รีบเร่งมาก ออกจากบ้าน ๙.๓๐ น. กว่าจะไปถึงวัด บ่ายโมง

เดี๋ยวนี้ที่หมอชิต  รถออกชั่วโมงละ ๑ เที่ยวเองหรือ ?  เมื่อก่อนรถจะออกถี่กว่านี้

ลงทะเบียนเข้าปฏิบัติธรรม  รับชุดขาวมา ๑ ชุด และให้มารับทุกเย็นวันถัดไป

ไปกราบหลวงพ่อจรัญ ที่กุฏิ เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติ

เพิ่งเริ่มวันแรก ต้องไปกินข้าวก่อน ที่วัดนี้บางอย่างถือว่าผ่อนผันมากกว่าวัดอื่น

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของข้าพเจ้าที่ พระคุณเจ้าเป็นผู้สอนและควบคุมการปฏิบัติ

แทนแม่ชีและเจ้าหน้าที่  แอบสอบถาม ทราบมาว่า

พระคุณเจ้าเริ่มมาควบคุมการปฏิบัติ เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓

ได้เวลาเข้าปฏิบัติรอบค่ำ  แยกคนที่มาครั้งแรกขึ้นไปชั้น ๒ ของอาคารภาวนา ๑

ส่วนคนเคยมา ไปที่ศาลาสุธรรมภาวนา (ศาลาใหญ่) พระคุณเจ้านำทำวัตรเย็น

รอบแรกให้ เดินจงกรม-นั่งสมาธิ อย่างละ ๑ ชั่วโมง

ข้าพเจ้าเดินอยู่ท้ายศาลา พระอาจารย์มาถามคนที่เดินใกล้ข้าพเจ้า (ไม่รู้มีปัญหาอะไร)

ตอนนั้นง่วงนอนมาก คืนก่อนจะมาวัด นอนไม่หลับทุกที  ตื่นเต้นจะได้มาวัด !!!

ข้าพเจ้าเดินได้พัฒนามาก  จากเมื่อก่อนคือ เดินจิ้ม ๆ จ้ำ ๆ

(แบบที่หลวงพ่อชอบว่า) มาเป็น เดินแบบป้ำ ๆ เป๋อ ๆ  แทน

เห็นพระอาจารย์ยืนอยู่ตรงหน้า  เลยถามเรื่องที่ไม่แน่ใจว่า

“พอสุดทางเดินแล้ว ต้องจบที่เท้าไหน”

ท่านหัวเราะหึหึ ก่อนตอบ “เดินเป็นเลขคี่ ต้องจบที่เท้าขวา”

มาหลายครั้ง เพิ่งกระจ่างครั้งนี้เอง

พอถึงเวลานั่ง ง่วงซะขนาดนี้ นั่งสัปหงก กำหนดอะไรไม่ได้ หลับเลย

ใครปวดขา จะได้ยินพระอาจารย์ว่า ให้ดูมันเฉย ๆ เหมือนดูหนังที่ฉายไปเรื่อย ๆ

บางทีท่านก็ว่า ดูว่ามันปวดตรงไหน ปวดยังไง ดูให้ละเอียด

บางคนก็นั่งหลังงอ คอหัก น้ำมูก น้ำตา น้ำลายไหล พระอาจารย์ดูแลหมด

ใครนั่งหลับ ท่านจะมากะแอมข้าง ๆ  ข้าพเจ้าได้สติ  หายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย

ข้าพเจ้าชอบนั่งขมวดคิ้ว ท่านก็มาบอกวิธีให้คลายคิ้วออก

“สรุป พระอาจารย์ท่านคุมเข้มจริง ๆ”

วันที่สอง  วันนี้เป็นวันพระ  แรม ๘ ค่ำ เดือน ๒

วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔

หลวงพ่อจรัญเป็นเจ้าภาพ ทำบุญครบรอบ ๑๓ ปี การจากไปของ

อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง (แม่ใหญ่)

อดีตอาจารย์ใหญ่ สำนักปฏิบัติธรรมฝ่ายคฤหัสถ์ วัดอัมพวัน

ที่ หอฉันพระธรรมสิงหบุราจารย์

ช่วงบ่าย ผู้ปฏิบัติธรรม ๔๗๐ คน ขึ้นศาลาใหญ่

สมาทานรับพระกรรมฐานจาก ท่านพระครูปัญญาประสิทธิคุณ

อาคารภาวานา ๑ รอบสาย ได้ยินเสียง คนล้มหัวฟาดพื้น บนชั้น ๒ ด้วย

เวลาปฏิบัติธรรม ได้ยินเสียงอะไร ทำไมถึงรู้สึกตกใจง่ายกว่าปกติ ?

ยิ่งถ้าเป็นเสียงมือถือดัง จะรำคาญมาก  แต่มีบางคนตั้งเป็นเสียงไก่ขัน กลับไม่รู้สึกรำคาญ

เพราะมันเหมือนเสียงนกร้อง สุนัขหอน เสียงลมพัด เสียงตามธรรมชาติ

ญาติธรรมที่นอนติดกัน เพิ่งมาปฏิบัติครั้งแรก บอก “เตรียมใจไว้แล้ว ว่าต้องเจอแบบนี้”

นั่นซิ ! ข้าพเจ้ามาหลายครั้งแล้ว ทำใจไม่ได้สักที  น่าอายจริง ๆ

วันที่สาม  เป็นวันศุกร์ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔

หลังอาหารเช้า ปฏิบัติรอบสาย  หนังท้องตึง หนังตาหย่อน

กาแฟเมื่อเช้าหมดฤทธิ์ไปแล้ว ง่วงอีกตามเคย  นั่งไม่ได้

เป็นแบบนี้มา ๒ วันแล้ว ต้องดื่มกาแฟอีกกระป๋อง

ผลคือ นั่งได้ดีไม่มีหลับ  พอตกกลางคืน ตาแข็งนอนไม่หลับ

วันรุ่งขึ้นช่วงสาย เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำชาแทน นั่งไม่หลับ ดึกนอนหลับ

มีผู้เข้าปฏิบัติแบบ ๓ วันเพิ่มมา  เลยแบ่งคนเก่าไปที่ศาลาใหญ่ ในรอบค่ำ

ถ้าปฏิบัติที่ศาลาใหญ่   พระอาจารย์ประทีปจะมาสอน สอนสติปัฏฐาน ๔

ยกตัวอย่าง อุปมาอุปไมยให้เห็นภาพ  ทำให้เข้าใจดีมากยิ่งขึ้น

ท่านว่า  อย่าอธิษฐาน ขอรับกรรมแทนใครนะ

หลวงพ่อไม่ยอมไปนอนโรงพยาบาล เพราะท่านเป็นห่วงวัด

วันไหนหลวงพ่อไม่อยู่วัด มีคนผีเข้า  ถ้าหลวงพ่ออยู่วัด มีคนเป็นบ้า

(พวกที่ไปรับขันธ์, เป็นโรคจิตประสาท จะคุมตัวเองไม่ได้ อย่าพามาปฏิบัติ)

เล่าเรื่อง “……ถ้าหลวงพ่อช่วยใคร  หลวงพ่อจะต้องรับผลกรรมนั้นเองมาบางส่วน”

หลวงพ่อชราภาพมากแล้ว  สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน

ได้ฟังแบบนี้………อึ้ง……….ไม่กล้าร้องขอให้หลวงพ่อท่านช่วยแล้ว

ข้าพเจ้าเชื่อว่าลูกศิษย์ทุกคนคงจะทราบเรื่อง “ความเมตตา” ของท่านเป็นอย่างดี

เป็นเรื่องที่คนนอก ที่ไม่ได้เข้ามาสัมผัส ไม่มีทางเข้าใจ

วันที่สี่ ยอดผู้ปฏิบัติธรรม ๑,๐๐๐ คน แบ่งปฏิบัติที่อาคารภาวนา ๑ และศาลาใหญ่

ช่วงเช้า ก่อนปฏิบัติ พระอาจารย์จะสอนและตอบคำถามปัญหาต่าง ๆ ให้

มีคนเขียนไปเรื่อง ผู้ปฏิบัติธรรมเจอผี (เป็นการเขียนไปฟ้องพระอาจารย์มากกว่า)

เวลาที่ข้าพเจ้าไปอยู่วัด เท่าที่เคยได้ยินมาหลายครั้ง เรื่องคนเจอผี

จะเป็นพวกที่อู้เวลาปฏิบัติ กินมากเลยเวลา นั่งคุยหัวเราะกันเสียงดังลั่นห้องพัก

ทำผิดกฎต่าง ๆ จะเจอดี หนีกลับบ้านก่อนกำหนดทุกราย

รอบสาย พระอาจารย์เดชา มาสอนพื้นฐานให้ใหม่  ช่วงนี้ท่านว่างจากการสอน

พวกที่มาเป็นหมู่คณะ ท่านให้เดินพร้อมกัน รู้วิธีแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด

ข้าพเจ้าพึ่งได้เรียนแบบนี้เป็นครั้งแรก เข้าใจการปฏิบัติได้ถูกต้องมากขึ้น

(ครั้งแรกข้าพเจ้ามานอกรอบ คนแนะนำไม่รู้เรื่องนะ เสียดายเวลามาก ๆ )

พระอาจารย์บอกว่า” เมื่อสิ้นปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อจรัญบริจาคให้

โรงพยาบาลสิงห์บุรี จำนวนเงิน ๔๙ ล้านบาท”

รอบบ่ายได้ยินเสียงผู้ปฏิบัติธรรมร้องไห้ดังมาก มาวัดมักเจออะไรแปลก ๆ เสมอ

วันที่ห้า วันอาทิตย์ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ ผู้ที่เข้า ๓ วันกลับ เหลืออยู่ ๔๐๐ คน

เช้า พระอาจารย์เดชา นำทำวัตรเช้า และสอน ให้ดูวิดีทัศน์มี

เรื่อง “การตกผลึกของน้ำในสภาวะต่าง ๆ” ด้วย

ป้าคนหนึ่งบอกจะกลับตั้งแต่เมื่อวาน แต่พอรู้ว่า พระอาจารย์เดชาจะมาสอน

เช้านี้ เลยอยู่ต่ออีกหนึ่งรอบ…….ท่านสอนสนุกมาก ไม่น่าเบื่อเลย

ตอนบ่าย ได้ข่าวจากญาติธรรมในที่พักว่า “หลวงตามหาบัว ละสังขารแล้ว”

ข้าพเจ้างงมาก รู้ว่าหลวงตาอาพาธ แต่ไม่ได้ติดตามข่าวว่าอาการหนักขนาดไหน

ข้าพเจ้าปฏิบัติธรรม ถวายพระกุศลแด่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ด้วยบุญอันน้อยนิดของข้าพเจ้า

คืนนี้อากาศหนาวกลับมาอีก  น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยมาก

เหมือนจะเป็นไข้ แต่ไม่ได้กินยา

เช้าวันที่หก  อากาศหนาวมาก

พระอาจารย์มาสอน เห็นนั่งกันตัวสั่น ท่านแกล้งพูด”อยากปฏิบัติจนตัวสั่น”

แต่ละวันจะมีพระคุณเจ้ามาเปลี่ยนสลับกันสอน และคอยตอบปัญหาต่าง ๆ

มีผู้ปฏิบัติอยากให้พระอาจารย์ตอบคำถามในเน็ต  ท่านตอบได้กระจ่างชัดเจนดีมาก

มาคราวนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลายมากกว่าครั้งก่อน ๆ

พระคุณเจ้าท่านว่า “ให้มีสติรู้สึกตัวตามความเป็นจริง” “เวทนาแปลว่า สิ่งที่บังคับมันไม่ได้”

(ยกกล้องขึ้นถ่ายรูป ก็สำรวม มีสติระลึกรู้ตามความเป็นจริง)

นั่งปฏิบัติที่ อาคารภาวนา ๑

เวลานั่งหลับตา จะได้ยินเสียงรอบตัวชัดเจนมากกว่าปกติ

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงแตรรถบรรทุกขนาดใหญ่  เสียงลมหวีด

เสียงรถขนาดใหญ่วิ่งด้วยความเร็วสูง  เสียงมาจากที่ไกล ๆ

เหมือนอยู่ริมถนนสายเอเชีย……เฮอะ !! หูดีขนาดนั้นเชียวหรือ ??????

ข้าพเจ้านั่งขัดแบบสองชั้น (ขัดเพชรยังไม่กล้า กลัวแกะไม่ออก) วางขาทับกัน

ทำให้ปวดขาสะสมมาหลายวัน วันนี้นั่งปวดจนขาเกร็งไปหมด

กำหนด “ขาสั่นหนอ ขาสั่นหนอ”

วันที่เจ็ด  ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ผู้ปฏิบัติธรรมเหลือ ๒๔๐ คน

วันนี้เหมือนพระอาจารย์ท่านจะรู้ใจ (ปวดขา) ตอนรอบสาย

ท่านลดเวลาให้ เดิน-นั่ง ๓๐ – ๓๐ นาที ๓ บัลลังก์

เกือบวันสุดท้ายแล้ว เล่ารวมล่ะกัน (จำวันที่ไม่แม่นนะ)

มีรอบหนึ่ง พระอาจารย์สวดให้พรด้วย “ขอให้เจอแต่คนดี ๆ ”  (^_~)

ท่านว่า ผู้ปฏิบัติธรรมร้ายก็มีนะ ร้ายก็ร้ายสุด ๆ  ดีก็ดีสุด ๆ เหมือนกัน

คนเรามีทั้งด้านร้ายและด้านดี เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน

ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนโดนท่านว่ายังไงไม่รู้……..”นางมาร”……..

บางทีท่านก็ถาม มีใครนั่งฟุ้งซ่านบ้าง =ยกมือเกือบหมด= นั่งสัปหงก =ยกบ้าง=

เดิน พูดขวาสลับซ้ายบ้าง =ไม่กล้ายกมือ อายค่ะ= ยิ้มรับในใจ…เบลอ…เบลอ

บางวัน เบลอมาก ซื้อกาแฟ จ่ายเงินผิด ๆ ถูก ๆ

วันลาศีล กลับบ้าน ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ออกจากปฏิบัติรอบเช้า กลับที่พักเลย

เจอพี่คนหนึ่งได้ยินว่า เค้าเห็นภาพอดีตที่ทำกรรมไว้

พี่เค้าว่า เรื่องนี้ที่จริงไม่ควรจะพูด  พี่คนนี้ท่าทางเคร่งมาก เค้ากลับบอกว่า

ข้าพเจ้าท่าจะเคร่งมาก ที่ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะพูด เพราะกลัวจะไปฟุ้งซ่านเวลานั่ง

เวลา  ๗.๐๐ น. พิธีลาศีล ที่อาคารภาวนา ๑

เวลา ๙.๕๕ – ๑๐.๑๐ น. กราบนมัสการ หลวงพ่อจรัญ ที่กุฏิ ก่อนกลับบ้าน

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

ผู้บันทึก  :  นางมารปฏิบัติธรรม

วันที่  :  ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

 

Advertisements
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ไปวัดอัมพวัน และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร